เทศบาลตำบลหนองล่อง

เทศบาลตำบลหนองล่อง

อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน

 

ข้อมูลพื้นฐาน

· สถานที่ตั้ง ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน รหัสไปรษณีย์ 51120

โทรศัพท์  0-5350-504-8 โทรสาร 0-5350-504-8  ต่อ 11

· ประชากร             5,917  คน (ชาย 2,890 คน หญิง 3,027 คน)

· พื้นที่                  17.92 ตารางกิโลเมตร (ครอบคลุมจำนวน 9 หมู่บ้าน)

· รายได้ 16,608,642.72 บาท (ไม่รวมเงินอุดหนุน, เงินกู้ เงินจ่ายขาดจากเงินสะสม)

· เงินอุดหนุน 11,095,425.07 บาท

คณะผู้บริหาร

1. นายเพลิน  วรพงศ์วัฒนา                   นายกเทศมนตรีตำบลหนองล่อง

2. นางกรรจนา  จันทรเสนา                  ประธานสภาเทศบาลตำบลหนองล่อง

3. นายณราวุฒิ กลิ้งจักร                          ปลัดเทศบาลตำบลหนองล่อง

สัดส่วน สมาชิกสภา

ชาย              จำนวน                                  10           คน

หญิง             จำนวน                                   2           คน

เทศบาลตำบลหนองล่อง มุ่งเน้นการบริหารงานโดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนดังวิสัยทัศน์ของผู้บริหารท้องถิ่นที่ว่า “ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี บริหารงานแบบมีส่วนร่วมประกอบกับเทศบาลได้นำหลักธรรมาภิบาลมาใช้เป็นแนวทางในการบริหารงานเพื่อสร้างความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเทศบาลทำการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เช่น ศูนย์ข้อมูลข่าวสาร เสียงไร้สาย เสียงตามสายประจำหมู่บ้าน วิทยุชุมชน สื่อสิ่งพิมพ์ ประกาศ และเว็บไซต์ของหน่วยงาน พร้อมทั้งได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น ตู้แสดงความคิดเห็น สายตรงผู้บริหารท้องถิ่น เว็บไซต์/เว็บบอร์ดของหน่วยงาน จุดบริการ ณ สำนักงาน ฯลฯ ซึ่งกล่าวได้ว่า เทศบาลตำบลหนองล่องทำการสื่อสารสองทางทั้งจากเทศบาลสู่ประชาชนและจากประชาชนสู่เทศบาล ทั้งนี้นอกจากประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากเทศบาลและสามารถแสดงความคิดเห็นต่อเทศบาลได้แล้ว ประชาชนยังสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงานของเทศบาลในรูปแบบอื่นๆ เช่น การเป็นคณะทำงาน การเป็นที่ปรึกษา การเป็นผู้ปฏิบัติงานและผู้ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล เป็นต้น นอกจากนี้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานของเทศบาลตำบลหนองล่องยังได้รับแรงสนับสนุนจากสภาท้องถิ่น ซึ่งเห็นชอบในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายให้กับภารกิจที่เป็นความต้องการของประชาชน และยังได้รับแรงสนับสนุนจากพนักงานเทศบาลที่พร้อมใจนำนโยบายการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการ/กิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเลิศในด้านความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ของเทศบาลตำบลหนองล่อง ได้แก่

โครงการการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน “กิจกรรมกองทุนขยะเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุ”

แต่เดิมในพื้นที่ตำบลหนองล่องไม่มีระบบการจัดการขยะมูลฝอย ชาวบ้านใช้วิธีกำจัดขยะด้วยการฝังกลบภายในบริเวณที่พักอาศัยของตน ส่งผลให้การจัดการขยะมูลฝอยไม่ถูกสุขอนามัย ประกอบกับปริมาณขยะมูลฝอยในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทศบาลตำบลหนองล่องได้คาดการณ์ไว้ว่า ในเขตพื้นที่จะมีปริมาณขยะมูลฝอย มากถึง 6,022 กิโลกรัมต่อวัน (อัตราการผลิตขยะมูลฝอยเฉลี่ย 1.2 กิโลกรัมต่อคนต่อวันตามข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมที่ 1 × ประชากร 5,018 คน) และหากไม่มีการจัดการขยะมูลฝอยที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัยรวมถึงขาดการวางแผนการจัดการขยะมูลฝอยในระยะยาว อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมได้ ทั้งนี้ไม่เพียงแต่เทศบาลตำบลหนองล่องเท่านั้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาขยะมูลฝอยในพื้นที่ ชุมชนในเขตเทศบาลต่างก็ตระหนักถึงปัญหานี้ด้วยเช่นเดียวกันโดยพบว่า ปัญหาขยะมูลฝอยเป็นปัญหาที่มีความสำคัญอยู่ในลำดับต้นในการประชุมประชาคมเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาสามปีของเทศบาลและในเวทีจัดลำดับความสำคัญปัญหาด้านสาธารณสุข

เทศบาลตำบลหนองล่องจึงได้วางระบบการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่โดยมุ่งเน้นการมี
ส่วนร่วมของประชาชน โดยให้ชุมชนสามารถดำเนินการบริหารจัดการขยะมูลฝอยโดยชุมชนเองด้วยการคัดแยกขยะ การกำจัดขยะแต่ละประเภทให้ถูกวิธี และการลดปริมาณขยะ พร้อมทั้งได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในระดับหมู่บ้าน ทั้งนี้ชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลหนองล่องดำเนินการจัดการขยะมูลฝอยด้วยตนเองโดยจำแนกตามประเภทของขยะมูลฝอย ดังนี้

ขยะอินทรีย์ ชุมชนทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์โดยใช้ท่อคอนกรีต ซึ่งเทศบาลเป็นผู้จัดหาท่อคอนกรีตให้ทุกชุมชนๆ ละ 30 ครัวเรือน อีกทั้งทุกชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร โดยศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรตำบลหนองล่องให้การสนับสนุนมูลสัตว์เพื่อใช้ทำปุ๋ยหมัก  

ขยะรีไซเคิล ชุมชนขอรับบริจาคอะลูมิเนียมจากวัสดุเหลือใช้เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการทำขาเทียมพระราชทานใน “โครงการหลังคาเขียวเพื่อมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และอีกหนึ่งกิจกรรมที่
โดดเด่นในการจัดการขยะรีไซเคิลของชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลหนองล่องคือ “การจัดตั้งกองทุนขยะเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุในทุกหมู่บ้าน”

เนื่องด้วยพื้นที่เทศบาลตำบลหนองล่องมีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก จากการพูดคุยกันในกลุ่มผู้สูงอายุและการประชุมประชาคมของแต่ละชุมชน ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ควรมีการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ ชุมชนจึงนำแนวคิดเรื่องการจัดการขยะรีไซเคิลที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนมาต่อยอดจัดเป็นระบบสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุ โดยการจัดตั้งเป็น “กองทุนขยะเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุของแต่ละหมู่บ้าน”

ทั้งนี้กองทุนขยะเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุมีแนวทางการดำเนินงานโดยให้ผู้สูงอายุคัดแยกขยะรีไซเคิลแต่ละประเภทและนำมาขาย ณ จุดให้บริการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของแต่ละหมู่บ้านทุกเดือนๆ ละ 1 ครั้ง โดยภายในบริเวณจุดให้บริการยังมีกิจกรรมการตรวจสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุ เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดัน และการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ มีกิจกรรมการนำออกกำลังกาย และการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงโดยได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เมื่อร้านรับซื้อของเก่ามารับซื้อขยะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รายได้ที่ได้จากการขายขยะจะฝากเข้าบัญชีกองทุนขยะเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุและบันทึกลงสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายของกองทุน ซึ่งรายได้ของกองทุนจะนำมาใช้จัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุในกรณีเงินสงเคราะห์เมื่อเสียชีวิต จำนวน 200 บาทต่อราย นอกจากนี้กองทุนยังระดมทุนเพื่อหารายได้เข้ากองทุนโดยการจัดทำผ้าป่าขยะด้วย

เทศบาลตำบลหนองล่องให้การสนับสนุนการดำเนินงานของกองทุนขยะเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุมาโดยตลอดโดยเฉพาะการส่งเสริมกระบวนการดำเนินงาน เช่น การเข้าร่วมประชุม การติดตามผลการดำเนินกิจกรรม การพัฒนาระบบสวัสดิการ การให้ความรู้เรื่องการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการร่วมระดมทุนเข้ากองทุน เป็นต้น ทั้งนี้ผู้บริหารท้องถิ่นยังตั้งเป้าหมายร่วมกับชุมชนในการจัดตั้งกองทุนขยะเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุในระดับตำบลต่อไป

ขยะทั่วไป จัดกิจกรรมคัดแยกขยะในครัวเรือนและรวบรวมขยะมูลฝอยทั่วไปที่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการแล้วไปกำจัดด้วยเตาเผาขยะมูลฝอยในชุมชน ทั้งนี้สภาเด็กและเยาวชนตำบลหนองล่องยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะภายในโรงเรียน และเป็นผู้ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกขยะแก่ผู้ปกครองและญาติพี่น้องของตนในการดำเนินการคัดแยกขยะในครัวเรือน

ขยะอันตราย จัดหาภาชนะรองรับขยะอันตรายประจำหมู่บ้านอย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 แห่ง และทำการเก็บขนไปกำจัดโดยการจ้างเหมาบริษัทเอกชน

จากการดำเนินโครงการการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 เป็นต้นมา ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง โดยเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานด้วยตนเองในหลายกิจกรรมตั้งแต่การคัดแยกขยะภายในครัวเรือน การกำจัดขยะอินทรีย์หรือขยะย่อยสลายด้วยท่อคอนกรีตภายในครัวเรือน การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในระดับหมู่บ้าน การจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 4 การจัดตั้งกองทุนขยะรีไซเคิลเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุของทุกหมู่บ้าน และการจัดตั้งกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยหมัก โดยเทศบาลตำบลหนองล่องเป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ และเป็นผู้จัดสถานที่สำหรับการกำจัดขยะอันตรายด้วยการใช้เตาเผาขยะมูลฝอยระบบควบคุมอากาศ ณ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 4 เท่านั้น

นอกจากปริมาณขยะที่ลดลงแล้ว ผลดีที่ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลหนองล่องได้รับจากการดำเนินโครงการการจัดการขยะมูลฝอยในชุมชนคือ การสร้างรายได้จากการทำปุ๋ยหมักขยะอินทรีย์และรายได้จากการขายขยะที่สามารถต่อยอดตั้งเป็นกองทุนเพื่อจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชน รวมทั้งประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดีและชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นปลอดจากมลพิษทางขยะ

โครงการการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองล่อง

เนื่องด้วยนโยบายกองทุนวันละบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนที่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและนโยบายของกระทรวงมหาดไทยเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ให้ยึดหลักหุ้นส่วนการพัฒนาคือ ประชาชนออม 1 ส่วน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1 ส่วน และรัฐบาล 1 ส่วน เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงและเสริมสร้างความเข้มแข้งของชุมชน พร้อมกับพัฒนาสังคมไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้บริหารเทศบาลตำบลหนองล่องจึงจัดให้มีการประชุมผู้นำชุมชนและกลุ่มองค์กร รวมทั้งได้จัดทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อปรึกษาหารือในการพัฒนาต่อยอดกองทุนทั้งสองรูปแบบให้กลายเป็นกองทุนสำหรับชุมชนที่มีความสอดคล้องเหมาะสมและสามารถดำเนินการได้อย่างยั่งยืนภายใต้บริบทพื้นที่ตำบลหนองล่อง ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่ เรียกว่า “กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองล่อง” ซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการและได้จดทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนหลังจากที่มีการดำเนินงานครบ 1 ปี อย่างไรก็ตามการจัดตั้ง“กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองล่อง” เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตายของคนในชุมชนทั้งในรูปแบบที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินโดยเริ่มต้นจากการออมเงินของประชาชน

ภายหลังจากการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองล่องเป็นที่เรียบร้อย เทศบาลตำบลหนองล่องได้จัดประชาคมเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน การดำเนินงาน และประโยชน์ที่ได้รับ จากนั้นจึงประชาสัมพันธ์การจัดตั้งกองทุนในช่องทางที่หลากหลายเพื่อเชิญชวนประชาชนให้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งสมาชิกต้องเป็นคนไทยที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตพื้นที่ตำบลหนองล่องและเสียค่าธรรมเนียมแรกเข้า คนละ 20 บาท ทั้งนี้กองทุนมีคณะกรรมการบริหารกองทุนทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุน ซึ่งคณะกรรมการมาจากผู้แทนของทุกหมู่บ้าน โดยบริหารจัดการกองทุนตามระเบียบการดำเนินงานของกองทุนที่มีการยกร่างและได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกกองทุนในการประชุมสามัญใหญ่ ซึ่งกองทุนจะจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกใน 3 รูปแบบคือ 1) เด็กแรกเกิดรับเงินขวัญถุง จำนวน 1, 000 บาทต่อคน 2) ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลรับเงินชดเชยรายได้ จำนวน 100 บาทต่อคนต่อคืน (ไม่เกิน 5 คืนต่อปี) และ 3) กรณีเสียชีวิต ครอบครัวได้รับเงินช่วยเหลือค่าจัดงานศพตามประเพณี จำนวน 1,000 บาทต่อราย ได้รับพวงหรีด และเงินบำเหน็จคืนเท่ากับจำนวนเงินที่สมาชิกได้ออมไว้ อย่างไรก็ตามสมาชิกจะได้รับสวัสดิการเมื่อออมเงินเป็นประจำทุกเดือนกับกองทุน เดือนละ 30 บาท จนครบ 180 วัน นอกจากรายได้ของกองทุนจะมาจากค่าธรรมเนียมแรกเข้าและเงินออมของสมาชิกแล้ว กองทุนยังมีการระดมทุนในหลากหลายรูปแบบ เช่น การทอดผ้าป่า การปล่อยปลา การขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น

กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลหนองล่องได้พยายามแสดงถึงความโปร่งใสในการดำเนินงานด้วยวิธีการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งผู้แทนของทุกหมู่บ้านเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการกองทุน มีการรายงานและติดตามการดำเนินงานกองทุน มีการประชุมสมาชิกเป็นประจำทุกปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง มีการประชุมกรรมการทุก 3 เดือน มีการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นประจำทุกเดือนและปิดประกาศให้ทราบทุกหมู่บ้าน และที่สำคัญมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการดำเนินงานกองทุนให้ประชาชนรับทราบโดยตลอด ส่งผลให้ประชาชนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกกองทุน ซึ่งทำให้การบริหารจัดการกองทุนมีความเข้มแข็งและยั่งยืน และสามารถจัดสวัสดิการที่ดีให้แก่คนในชุมชนได้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดกระทั่งปัจจุบัน

โครงการอบรมให้ความรู้แก่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเทศบาลตำบลหนองล่อง

เทศบาลตำบลหนองล่องได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 9 พ.ศ.2553 และมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดหาพัสดุในการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งสามารถทำการแต่งตั้งขึ้นได้ เช่น คณะกรรมการกำหนดราคากลาง คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา คณะกรรมการประกวดราคา คณะกรรมการตรวจการจ้าง และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เป็นต้น โดยเทศบาลมีหนังสือไปยังหมู่บ้านและประชาคมหมู่บ้านเพื่อประชุมคัดเลือกผู้แทนชุมชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างคณะต่าง ๆ เป็นประจำทุกปี และผู้แทนชุมชนที่ได้รับคัดเลือกก็ได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการสอบราคา ประกวดราคา วิธีประมูลราคาด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-auction และโดยวิธีอื่น ๆ ของเทศบาลทุกครั้ง แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า ผู้แทนชุมชนหรือประชาคมหมู่บ้านที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับการเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นใจถึงความถูกต้องและประสิทธิภาพในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของเทศบาล

กองคลัง เทศบาลตำบลหนองล่อง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดโครงการอบรมให้ความรู้แก่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเทศบาลตำบลหนองล่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้แทนชุมชนหรือประชาคมหมู่บ้าน รวมถึงพนักงานเทศบาลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และสามารถนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเพื่อให้การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของเทศบาลมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

เทศบาลตำบลหนองล่องเริ่มดำเนินงานจากการทำความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการร่วมกับคณะผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่  ผู้แทนชุมชน หรือประชาคมหมู่บ้าน จากนั้นคณะผู้บริหาร ปลัดเทศบาล และผู้อำนวยการกองคลัง ได้ปรึกษาหารือกันเพื่อกำหนดรูปแบบการอบรม เนื้อหาการอบรม และช่วงระยะเวลาในการอบรม โดยการจัดอบรมอยู่ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม กันยายน เพราะเป็นช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งผู้แทนชุมชน หรือประชาคมหมู่บ้านส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยมีระยะเวลาในการอบรมเป็นเวลา 1 วัน ทั้งนี้เนื้อหาการอบรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และภารกิจของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และแนวทางการปฏิบัติงาน โดยได้เชิญวิทยากรจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดลำพูน ประกอบกับได้ใช้สื่อในการอบรม 2 รายการ ได้แก่ 1) การฉายสไลด์การบรรยาย และ 2) เอกสารประกอบการอบรม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับระเบียบ กฎหมาย บทบาทหน้าที่ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน รวมถึงเอกสารหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้เมื่อเสร็จสิ้นการอบรม ยังได้ทำการประเมินความรู้ความเข้าใจของผู้เข้ารับการอบรมด้วย

การดำเนินโครงการอบรมให้ความรู้แก่คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเทศบาลตำบลหนองล่องเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้แทนชุมชนหรือประชาคมหมู่บ้านให้เข้ามามีบทบาทเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นด้วยการตรวจสอบ สอดส่องและดูแล กระบวนการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างของเทศบาลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาคู่สัญญาที่จะต้องไม่เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน การตรวจรับพัสดุ การตรวจรับงานจ้าง ตลอดจนคุณภาพของพัสดุในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในสัญญาหรือแบบแปลน ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเช่นนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงานของเทศบาลตำบลหนองได้อย่างแท้จริง

โครงการบ้านท้องถิ่นไทย เทิดไท้องค์ราชัน

เทศบาลตำบลหนองล่องตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ จึงเข้าร่วมโครงการบ้านท้องถิ่นไทย เทิดไท้องค์ราชันตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินกิจกรรมก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ หรือผู้ยากจน เพื่อให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองอย่างมั่นคงและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข แม้ว่าโครงการตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยได้สิ้นสุดลง แต่เทศบาลตำบลหนองล่องยังคงดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่องโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

เทศบาลตำบลหนองล่องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคมในการดำเนินงานด้วยการประชาสัมพันธ์โครงการให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชน และประชาชนรับทราบ จากนั้นจึงทำการแต่งตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาเทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน เพื่อคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามที่ประชุมหรือประชาคมหมู่บ้านจะช่วยกลั่นกรองคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือในเบื้องต้นและนำรายชื่อส่งต่อให้เทศบาล คณะทำงานก็จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ สภาพที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน รายได้ของผู้ขอรับการช่วยเหลือ ข้อมูลผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกัน เช่น จำนวนผู้อยู่อาศัย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เป็นต้น กรรมสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินที่จะก่อสร้างบ้าน และการมีส่วนร่วม/การทำคุณประโยชน์ต่อชุมชนและสังคม รวมทั้งคณะทำงานจะทำการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเก็บข้อมูลเพิ่มเติม  สุดท้ายจะสรุปรายชื่อผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือโดยเรียงตามลำดับความจำเป็นเร่งด่วนภายใต้งบประมาณที่มีอยู่ และทำการประกาศรายชื่อผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เช่น เสียงไร้สาย เสียงตามสายหมู่บ้าน ปิดประกาศ และเว็บไซต์ของเทศบาล เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันตรวจสอบผลการพิจารณาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ หากภายใน 15 วันนับตั้งแต่การประกาศรายชื่อ ไม่มีการคัดค้านบุคคลใด ก็ให้เป็นไปตามประกาศนั้น สำหรับขั้นตอนในการก่อสร้างบ้าน เทศบาลเป็นผู้ดำเนินการจัดหาวัสดุโดยมีช่างอาสาของชุมชนร่วมเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อสรรหาและคัดเลือกวัสดุที่มีคุณภาพและเหมาะสม  ประชาชนในหมู่บ้านโดยช่างอาสาเป็นแกนหลักร่วมแรงร่วมใจกับคนในหมู่บ้านดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ ขณะที่กลุ่มแม่บ้านช่วยจัดหาอาหารเลี้ยงผู้ที่มาช่วยเหลืองาน เมื่อก่อสร้างบ้านแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เทศบาลร่วมกับประชาชน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ทำการส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือ และหลังจากนั้นเทศบาลทำการติดตามประเมินผลความพึงพอใจและสอบถามความความต้องการของที่ประชุมหรือประชาคมหมู่บ้านในการดำเนินโครงการนี้ต่อไป

ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 เป็นต้นมา การดำเนินงานตามโครงการนี้สามารถสร้างที่อยู่อาศัยที่มั่นคงให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ หรือผู้ยากจน ได้อย่างน้อยปีละ 2 หลัง โดยมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยเพียง 50,000 บาทต่อหลัง ทั้งนี้เป็นเพราะอาศัยแรงกายแรงใจของคนในชุมชนที่ร่วมกันก่อสร้างบ้านแทนการว่าจ้างผู้รับเหมาและช่าง นอกจากนี้การดำเนินโครงการนี้ได้อาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคมในทุกขั้นตอน กล่าวได้ว่า ทั้งร่วมรับรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์ ส่งให้โครงการเกิดความต่อเนื่องยั่งยืน